บันทึกประวัติศาสตร์เทียนพรรษาวัดไชยมงคล

เสร็จสิ้นไปแล้วสำหรับ "งานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี ๒๕๖๙" ความร่วมมือร่วมใจของประชาชนชาวอุบลราชธานีทุกหมู่เรา ที่ร่วมใจเสียสละทั้งแรงกายแรงใจ กำลังทรัพย์ ความสามารถในฝีมือเชิงช่างในการหลอม หล่อ แกะสลัก ติดพิมพ์ต้นเทียน ให้เป็นเรื่องเล่าทางพุทธศาสนา ความสามารถในการแสดงดนตรี การขับลำ การฟ้อนรำอันเป็นเอกลักษณ์สวยงามของลูกหลานเมืองอุบลราชธานีในทุกช่วงวัย การให้การต้อนรับชาวไทยต่างถิ่นที่ นักท่องเที่ยวนานาชาติที่หลั่งไหลมาร่วมชมความงามในปีนี้ จากกิจกรรม 3 วันระหว่างวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2569
สำหรับต้นเทียนพรรษาที่แต่ละอำเภอ แต่ละคุ้มวัดส่งเข้ามาร่วมในงานเทศกาลนี้จำนวนมากนั้น ได้มีการแยกประเภทต้นเทียนเป็น 3 แบบ คือต้นเทียนแบบแกะสลัก ต้นเทียนแบบติดพิมพ์ และต้นเทียนแบบโบราณ (ที่นำเทียนไขแท่งมาตกแต่งด้วยการสานใบตอง ใบมะพร้าวให้เกิดรูปร่างอันวิจิตร) และมีต้นเทียนที่ได้รับรางวัลจากการประกวดดังนี้





รอพบกับ งานประเพณีเทียนพรรษาอุบลราชธานี ๒๕๗๐

ปิดตำนานต้นเทียนแกะสลักขนาดใหญ่วัดไชยมงคล
วันนี้ (31 กรกฎาคม 2569) เวลา 14.00 น. ต้นเทียนประเภทแกะสลักขนาดใหญ่ ของวัดไชยมงคล จะนำกลับไปที่โรงเทียน ณ อุทยานหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หรือ อุทยานบึงบัว ตำบลหนองขอน และ พญาเทียนของวัด ยังคงยืนยัดเป็นตำนานเทียนพรรษา ที่คาดว่า จะยังอยู่ในใจของชาวอุบลราชธานีทุกคนในปี 2569 เท่านั้น เป็นปีสุดท้าย จากการบอกเล่าของ พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ เจ้าอาวาสวัดไชยมงคล ว่า...
ถึงเวลาต้องลาจากอย่างถาวร ขอบคุณในความเอาใจใส่จากทุกภาคส่วน เมื่อทุกอย่างดีกว่านี้เราจะกลับมา หัวใจพวกเรายังเข้มแข็งในพลังศรัทธา เราขอยุติการสร้างเทียนพรรษาจนกว่ากระบวนการทุกอย่างจะได้รับการปรับเปลี่ยนไปในแนวทางที่ดีขึ้น เราพร้อมจะกลับมาอย่างมีพลังเล่นเดิม

ประเพณีแห่เทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานี ยังคงจะมีต่อไป สืบสานไว้ไม่ให้ขาดหาย แต่นั่นแหละ ความจริงเบื้องหลังที่หลายๆ คนไม่ทราบว่า "ต้นเทียนพรรษาขนาดใหญ่" หนึ่งต้นนั้นต้องใชัพลังมากมายเพียงใด ทั้งการจัดหาทรัพย์มาเกื้อหนุน หาทุนจัดซื้อขี้ผึ้งแท้มาผสมกับเทียนเดิม (ที่จะมีความแข็ง เปราะ แตกหักง่าย) ทำให้เทียนมีความนุ่มยืดหยุ่น จนสามารถหล่อขึ้นรูปมาแกะสลักได้ หรือกดลงในแบบพิมพ์เพื่อนำไปสร้างลวดลายที่อ่อนช้อยสวยงามได้ การสนับสนุนค่าอาหารเครื่องดื่ม ค่าตอบแทนช่างที่เสียสละทำงานนี้ตลอดระยะเวลานานนับเดือน ค่าใช้จ่ายนับล้านบาทที่ต้องจัดหาให้ได้ และทำให้เสร็จสิ้นในเวลาอันจำกัด

เมื่อต้นเทียนที่วิจิตรทำเสร็จสิ้น ก็ยังมีค่าใช้จ่ายในการประดับรถแห่ด้วยการผูกผ้าสีสันต่างๆ ประดับด้วยดอกไม้สดหลากสีให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น ขบวนแห่จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นต้องมีมหรสพ คบงัน เช่น การแสดงกลองยาว การแสดงวงโปงลาง และดนตรีพื้นเมือง พร้อมด้วยขบวนนางรำที่ผ่านการฝึกซ้อมให้ได้จังหวะและลีลาสวยงาม นุ่งห่มด้วยแพรพรรณผลิตผลของผ้าฝ้าย ผ้าไหมท้องถิ่น นี่ก็ใช้ทุนทรัพย์มหาศาลและความเสียสละของผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายเช่นกัน

จะมีแนวทางได้ที่จะหาทุนมาสนับสนุนในกิจกรรมยิ่งใหญ่นี้ ผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง ทั้งหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ผู้ให้บริการนำเที่ยว ควรจะมีการจัดตั้ง "กองทุนเทียนพรรษาอุบลราชธานี" เพื่อหารายได้สนับสนุนวัด โรงเรียน สถาบันการศึกษาต่างๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานยิ่งใหญ่นี้ให้คงอยู่ตลอดไป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า "กองทุนเทียนพรรษาอุบลราชธานี"
จะเกิดขึ้นเพื่อเป็นแรงหนุนให้ประเพณีนี้ยังคงอยู่ตลอดไป...

ให้กำลังใจหลวงพ่อต่อไปด้วยนะ

บางการจากลา… ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราหมดศรัทธา แต่เกิดขึ้นเพราะทุกเรื่องราว ย่อมมีวันที่ต้องเดินทางมาถึงหน้าสุดท้าย ทุกครั้งที่ต้นเทียนเคลื่อนออกจากวัด ไม่ได้มีเพียงประติมากรรมที่เดินทางไปตามถนน แต่ยังมีหัวใจของช่าง ชาวบ้าน ลูกหลาน และผู้มีศรัทธา เดินทางไปพร้อมกันด้วย
















